Monthly Archives: พฤษภาคม 2017

ความเป็นมาของนาฬิกาสวิตเซอร์แลนด์

นาฬิกาสวิส ทุกคนต่างยกย่องว่าเป็นนาฬิกาอันดับหนึ่งของโลก แต่อาจมีไม่มากนักที่จะรู้ประวัติความเป็นมาของนาฬิกาสวิสอันเลื่องชื่อ เริ่มเดิมทีสวิสไม่ใช่ประเทศแรกที่เป็นผู้คิดค้นสร้างนาฬิกา เพราะประเทศที่คิดค้นเป็นประเทศแรกๆ นั้น คือ อังกฤษ เยอรมนี ฝรั่งเศส อิตาลี และเนเธอร์แลนด์ สมัยนั้นนาฬิกาเป็นเครื่องประดับชั้นสูง จะมีใช้กันในชนชั้นเจ้านายและราชวงศ์ รวมทั้งผู้ดีมีเงิน หรือไม่ก็เพื่อเป็นเครื่องมือที่ใช้ในทางวิทยาศาสตร์เท่านั้น

ในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ราวศตวรรษที่ ๑๗ “ชอง คาลแวง (Jean Calvin)” ได้ออกกฏห้ามไม่ให้มีการโอ้อวดเรื่องความร่ำรวย และบังคับผู้ผลิตอัญมนีต่างๆ ให้ไปฝึกทำนาฬิกาแทน โดยเริ่มที่เมืองเจนีวา ซึ่งสมัยนั้นช่างจากสวิสต้องเดินทางไปศึกษาการทำนาฬิกาจากต่างประเทศ

ช่างที่มีฝีมือและโด่งดังมากที่สุดคนหนึ่งสมัยนั้นคือ Abraham-Louis Breguet (1747-1823) เกิดที่นูชาเต็ล และได้ไปอบรมที่แวร์ซายล์ จากนั้นเขาก็ไปลอนดอนอยู่หลายปี และได้กลับมาผลิตนาฬิกาขายอยู่ปารีส “เบรเกะต์” คือผู้ประดิษฐ์นาฬิกาที่ยิ่งใหญ่แห่งยุคสมัยเลยทีเดียว

ช่างประดิษฐ์ชาวสวิส โดยเฉพาะชาวเจนีวา คือช่างประดิษฐ์นาฬิกาที่ขึ้นชื่ออย่างมาก นอกจากนั้น ชาวสวิสยังเก่งเรื่องการทำการค้า ซึ่งการประดิษฐ์นาฬิกาของชาวสวิสในยุคแรกๆ เน้นการส่งออกโดยเฉพาะ จึงทำให้นาฬิกาของชาวสวิสนั้นแพร่หลายไปอย่างรวดเร็ว

เริ่มแรกชาวสวิสได้ประดิษฐ์นาฬิกาลอกเลียนแบบจากฝรั่งเศส และอังกฤษเป็นหลัก โดยจำหน่ายในราคาที่ถูกกว่า แต่ใช้การผลิตที่มีประสิทธิภาพสูงกว่า ด้วยความชำนาญทางด้านการค้าของชาวสวิส ทำให้ธุรกิจนาฬิกาเจริญรุ่งเรื่องอย่างรวดเร็ว เมื่อธุรกิจเจริญขึ้น ชาวสวิสก็เลิกประดิษฐ์นาฬิกาลอกเลียนแบบ โดยหันมาออกแบบเอง

ชิ้นส่วนของนาฬิกาจะจ้างช่างฝีมือตามบ้าน หรือโรงงานเล็กๆ ในรอบๆ มณฑลเจนีวา หลังจากนั้นชิ้นส่วนก็จะถูกส่งไปให้ช่างฝีมือในเจนิวาประกอบขึ้นเป็นตัวนาฬิกา กล่าวกันว่า ราคาชิ้นส่วนของนาฬิกานั้นแสนจะถูกเมื่อเทียบกับราคาการผลิตขั้นตอนอื่นๆ ต้นทุนที่แพงที่สุดคือค่าแรงของช่างประดิษฐ์ ที่ต้องปราณีต สวยงาม แม่นยำที่สุด ชิ้นส่วนบางชิ้นเล็กมาก ถึงขั้นต้องใช้แว่นขยายในการประกอบลงในตัวเรือนนาฬิกา

นาฬิกาสวิสหนึ่งเรือนจะใช้ชิ้นส่วนการประกอบประมาณ 200-300 ชิ้น แต่นาฬิกาบางเรือนใช้ถึง 1,500 กว่าชิ้น เลยทีเดียว ซึ่งในสมัยนั้นนาฬิกายังเป็นเครื่องประดับประจำบ้านเรือน จนมาถึงศตวรรษที่ ๒๐ จึงค่อยมีนาฬิกาแบบพกพา โดยมีสร้อยห้อยติดไว้กับกระเป๋า หรือแขวนไว้กับส่วนต่างๆ ของร่างกาย นาฬิกาสมัยนั้นเปรียบดังเครื่องประดับชิ้นหนึ่งของร่างกาย เพราะนาฬิกาสวิสจะมีการประดับตกแต่งตัวเรือนแบบวิจิตร สวยงาม นาฬิกาจากกรุงเจนิวาจึงเป็นที่นิยมเป็นอย่างมาก

ในตอนกลางศตวรรษที่ ๑๙ ธุรกิจนาฬิกาของชาวสวิสก็แซงหน้าอังกฤษ แต่มีคู่แข่งใหม่คือนาฬิกาอเมริกัน ที่สามารถผลิตนาฬิกาที่แม่นยำ และผลิตได้ครั้งละจำนวนมากๆ อีกทั้งสามารถเปลี่ยนชิ้นส่วนต่างๆ ของนาฬิกาได้ จึงทำให้ธุรกิจนาฬิกาของสวิสในช่วงนั้นตกลงพอสมควร

ประเทศสวิตเซอร์แลนด์จึงเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตนาฬิกา โดยเน้นเรื่องความแม่นยำ เพิ่มการบอกวันที่และเดือนเข้าไปด้วย ในช่วงทศวรรษ ๑๙๒๐ นาฬิกาสวิสเป็นเจ้าแรกที่ประดิษฐ์ออกมาให้สามารถกันน้ำได้

ศตวรรษที่ ๒๐ เมืองนูชาเต็ล Neuchâtel มีการคิดค้นนาฬิกาคว้อตซ์ขึ้น แต่ไม่มีการพัฒนาทางการค้า จึงทำให้ญี่ปุ่นและอเมริกานำเทคโนโลยีนี้ไปใช้ก่อนจนมีการเข้าใจว่าสองประเทศนี้คือผู้ริเริ่มนาฬิกาคว้อตซ์ เพราะในตอนนั้นชาวสวิสมุ่งแต่เรื่องการพัฒนาแต่นาฬิกาไขลานเป็นหลัก จนส่งผลให้ธุรกิจนาฬิกาในสวิสตกต่ำลงอีกอย่างมาก

นักธุรกิจชาวสวิสจึงเริ่มเปลี่ยนแนวทางการตลาดของนาฬิกา โดยการออกแบบและผลิตนาฬิกา Swatch ขึ้น ซึ่งใช้เทคโนโลยีคว้อตซ์ เป็นนาฬิการาคาถูก ส่งออกมาขายเป็นจำนวนมาก ทำให้ธุรกิจนาฬิกาของชาวสวิสเฟื่องฟูกลับขึ้นมาอีกครั้ง

นาฬิกา Swatch แม้จะราคาถูก แต่คุณภาพนั้นจัดอยู่ในอันดับสูง นาฬิกาทุกเรือนสามารถกันน้ำได้ บางเรือนก็สามารถจับเวลาได้ เป็นต้น ทำให้ธุรกิจนาฬิกาของชาวสวิสส่งออกได้ประมาณ 95% ของจำนวนการผลิต สวิตเซอร์แลนด์จึงเป็นผู้ส่งออกนาฬิกาอันดับหนึ่งของโลก

ในปี ค.ศ. 2004 สวิสส่งออกนาฬกาประมาณ 25 ล้านเรือน มีมูลค่าการส่งออกอยู่ที่ 9,000 ล้านดอลล่าร์ แม้เมืองจีนจะมีการส่งออกนาฬิกาถึง 1,000 ล้านเรือน และฮ่องกง 700 ล้านเรือน ก็ตาม แต่มูลค่าของนาฬิกาสวิสนั้นสูงกว่าสองประเทศนี้อยู่มาก ว่ากันว่า นาฬิกาจากจีน เฉลี่ยเรือนละ 1 ดอลล่าร์ ฮ่องกง เฉลี่ยเรือนละ 5 ดอลล่าร์ แต่นาฬิกาสวิสนั้นกลับเฉลี่ยเรือนละ 329 ดอลล่าร์ เลยทีเดียว

ปัจจุบันนาฬิกาสวิสมีรูปแบบให้เลือกหลากหลาย รวมถึงมีการพัฒนาเทคโนโลยีที่ล้ำหน้ากว่าเจ้าอื่นอยู่มาก นาฬิกาสวิสทุกวันนี้ 90% เป็นนาฬิกาแบบอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนอีก 10% เป็นนาฬิกาแบบไขลาน แต่มีการส่งออกถึงครึ่งนึงของทั้งหมด ราคานาฬิกาไขลานของสวิสนั้นไม่ต้องพูดถึงกันเลยทีเดียว บางเรือนแพงกว่ารถ BMW เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นนาฬิกาที่มีกลไกซับซ้อนมากที่สุดในโลก

นาฬิกาของสวิส จะมีตรารับประกันคุณภาพไว้ว่า “Swiss Made” ตรานี้มีการเซ็นสัญญาระดับทวิภาคีและพหุภาคีในระดับสากล เพื่อให้ประเทศสวิตเซอร์แลนด์สามารถฟ้องร้องคนที่เอาตรานี้ไปลักลอบใช้ กับนาฬิกาของปลอมได้ ว่ากันว่าหากเราเดินทางเข้าประเทศสวิส ในขณะผ่านด่านตรวจคนเข้าเมือง ถ้าเขาตรวจพบว่านาฬิกา ROLEX สุดเท่ของเราเป็นของปลอม เขาสามารถริบเก็บไว้ หรือเอาค้อนทุบต่อหน้าเราได้ในทันที เพราะชาวสวิสให้ความสำคัญกับตรา “Swiss Made” เป็นอย่างมาก

ยี่ห้อนาฬิกาสวิสบางส่วน
• A Lange & Sohne
• Audemars Piguet
• BVLGARI
• Bedat & Co.
• Breguet (ยี่ห้อเบรเกะต์ คือนาฬิกาที่นโปเลียนเคยสั่งทำ)
• Bell & Ross
• Breitling
• Cartier
• Corum
• De Grisogono
• Ebel
• EmaS
• Franck Muller
• Girard-Perregaux
• Glycine
• Harry Winston
• IWC (ย่อมาจาก International Watch Company – สุดยอดนาฬิกาดีและแพงอีกยี่ห้อหนึ่ง)
• Jaeger-LeCoultre
• Louis Vuitton
• Omega
• Oris
• Panerai
• Patek Philippe
• Prestige
• Roger Dubuis
• Rolex
• Scatola Del Tempo
• Tag Heuer
• Tudor
• Vintage Rolex
• Ulysse Nardin
• Vacheron Constantin
• Zenith

ทะเลสาบมินเนแวนกา (MINNEWANKA LAKE)

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่โดดเด่นที่สุดแห่งหนึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ “MINNEWANKA LAKE” ทะเลสาบจากธารน้ำแข็ง ที่ตั้งอยู่บริเวณด้านตะวันออกของ BANFF NATIONAL PARK ประเทศแคนาดา (CANADA) มีความยาวถึง 21 กิโลเมตร ลึก 142 เมตร ซึ่งทำให้ทะเลสาบแห่งนี้กลายเป็นทะเลสาบที่ยาวที่สุดในเขต CANADIAN ROCKIES

ผู้คนพื้นถิ่น (STONEY-NAKODA) ในบริเวณนี้ เรียกสถานที่แห่งนี้ว่า “MINN-WAKI” ที่แปลว่า “LAKE OF THE SPIRITS” หรือ “ทะเลสาบแห่งจิตวิญญาณ” พวกเขาเคารพ และกลัวเกรงที่จะทำอะไรไม่ดีต่อทะเลสาบอันเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ และนั่นก็ทำให้ MINNEWANKA LAKE ยังคงความสวยงาม และความสมบูรณ์ทางธรรมชาติไว้ให้คนรุ่นหลังอย่างเราๆท่านๆได้มีโอกาสไปเยี่ยมชม

สิ่งที่นักท่องเที่ยวนิยมมากในการมาเยือนทะเลสาบแห่งนี้ คือ การตื่นแต่เช้าเพื่อมาสัมผัสบรรยากาศสดชื่นแห่งแสงแดดยามเช้า สายน้ำ และภูเขาที่สวยงามในตอนเช้าที่แสงแดดเริ่มส่องสว่างกระทบกับสายน้ำ เทือกเขาสูงสะท้อนแสงสีทองอ่อนๆ ของดวงอาทิตย์ ฉากหลังเป็นท้องฟ้าสีคราม มีฝูงกวางกำลังดื่มน้ำจากทะเลสาบที่ใสราวกับคริสตัล ได้ยินเสียงกิ่งไม้ไหวไปมาจากกระรอกน้อยที่กระโดดโลดเต้นรับแสงตะวันสีทอง แพะภูเขาก็ส่งเสียงร้องเหมือนเป็นการส่งสัญญาณแห่งเช้าวันใหม่ ให้ความรู้สึกเสมือนว่าคุณกำลังตื่นขึ้นพร้อมกับสัตว์ป่าและธรรมชาติรอบๆตัว เพื่อมารับความอบอุ่นจากแสงสีเหลือทองของดวงอาทิตย์ เสมือนได้ชาร์ตแบตให้กับร่างกาย และจิตใจให้พร้อมกับการเดินทางไปตลอดทั้งวัน

ทะเลสาบแห่งนี้ ถือเป็น HOT SPOT ในช่วงฤดูร้อนของทุกปี เป็นสถานที่ที่วิเศษที่สุดในการพักผ่อน ท่านและครอบครัวสามารถมาปิคนิคที่ริมทะเลสาบสีสวยด้วยอาหารอร่อย และเครื่องดื่มที่ถูกใจ สูดอากาศบริสุทธิ์ พลางฟังเสียงนกร้องเคล้าคลอไปกับเสียงใบไม้ที่พัดโบกไปมา อีกทั้งยังมีกิจกรรมตกปลา ดำน้ำ ปีนเขา พายเรือแคนู หรือแม้แต่ขี่จักรยานพิชิตยอดเขา ให้ท่านได้เลือกทำตามความถนัด

ส่วนในช่วงฤดูหนาว สถานที่แห่งนี้จะกลายเป็นสวรรค์ของผู้ที่หลงใหลในกีฬาสกี และสโนว์ชูส์ ผืนน้ำที่ใสราวกับคริสตัล จะแปรเปลี่ยนเป็นธารน้ำแข็งสีขาวโพลนที่แสนเยือกเย็น พร้อมต้อนรับนักกีฬาทั้งหลายให้มาท้าทายความสามารถกัน ไม่ว่าท่านจะมาเยือน MINNEWANKA LAKE ในช่วงฤดูไหน ทะเลสาบแห่งนี้ก็อ้าแขนพร้อมต้อนรับท่านเสมอ

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์ Jasper National Park

วันนี้เราจะนำทุกท่านเดินทางผ่านเส้นทางที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งในโลกอย่าง “Icefields Parkway” ในประเทศแคนาดา เส้นทางสุดเอ็กคลูซีฟที่ท่านจะได้ดื่มด่ำกับทิวทัศน์ที่สวยงามราวกับสวรรค์เสก สองข้างทางเป็นป่าสนทึบสีเขียวชอุ่ม มีเทือกเขาสูงตั้งตระหง่านเป็นแนวฉากหลัง มีธารน้ำสีฟ้าใสทอประกายสีเขียวระยิบระยับแวววาว เป็นดั่งสัญญาณแห่งการต้อนรับผู้มาเยือน เพื่อเข้าสู่ “อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์” (Jasper National Park) อันเป็นจุดหมายปลายทางของเรา

อุทยานแห่งชาติแจสเปอร์เป็นอุทยานที่มีขนาดใหญ่ที่สุดใน Canadian Rockies ตั้งอยู่ในรัฐแอลเบอร์ตา (Alberta) ครอบคลุมพื้นที่กว่า 10,878 ตารางกิโลเมตร พื้นที่ส่วนมากเป็นหุบเขากว้างใหญ่สลับกับภูเขาขรุขระ มีป่าสน ทะเลสาบ น้ำตก สัตว์ป่าหาชมยากต่างๆ หรือแม้แต่ธารน้ำแข็ง ความหลากหลายทางธรรมชาตินี้เอง ที่ทำให้อุทยานแจสเปอร์ถูกตั้งเป็นอุทยานแห่งชาติเมื่อปี 1930 และยังได้เป็นส่วนหนึ่งของแหล่งมรดกโลกใน Canadian Rocky Mountain Parks เมื่อปี 1984

สำหรับการเดินทางครั้งนี้ จุดหมายแรกที่ท่านต้องไปชมให้ได้ คือทะเลสาปที่ใหญ่ที่สุดของอุทยานอย่าง “ทะเลสาบมาลีน” (Maligne Lake) หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวที่ถูกถ่ายภาพมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูใบไม้ผลิ ทะเลสาบแห่งนี้จะงดงาม ราวกับมีคาถาเสกร่ายเวทมนต์ให้ผู้มาเยือนทุกคนหลงรักตั้งแต่วินาทีแรกที่ได้เห็น

เรือลำน้อยจะพาท่านไปอยู่ในใจกลางสายน้ำสีฟ้าใสที่กว้างใหญ่ เห็นผิวน้ำทอประกายสะท้อนกับแสงแดดอ่อนๆ ฟังเสียงใบไม้โบกพัดเสียดสี เคล้าคลอไปกับเสียงร้องของสัตว์ป่า พลางสูดอากาศบริสุทธิ์ให้ชื่นช่ำหัวใจ ช่างเป็นช่วงเวลาที่ไม่อยากให้ผ่านพ้นไปเลยจริงๆ

นอกจากนั้นยังมี “มาลีนแคนยอน” (Maligne Canyon) ที่โด่งดัง และน้ำตกสีสวยอย่าง “น้ำตกแอทธาบาสก้า” (Athabasca Falls) ที่ท่านต้องไม่พลาดไปเก็บรูปสวยๆ ไว้เป็นที่ระลึก

ปิดท้ายด้วย “ทะเลสาปฮันนีมูน” (Honeymoon Lake) ทะเลสาบสีสวยที่แสนเงียบสงบสุดโรแมนติก เหมาะสำหรับคู่รักที่จะมาใช้เวลามาดื่มด่ำบรรยากาศที่แสนหวานหอมด้วยกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้า เหลือเพียงเสียงสายน้ำและสายลมที่แผ่วเบา เบื้องบนเห็นเพียงแสงจันทร์และดวงดาวส่องประกายเต็มท้องฟ้า เป็นค่ำคืนสุดพิเศษที่แสนอบอุ่นสำหรับคุณและคนรักเท่านั้น การเดินทางครั้งนี้…นอกจากจะทำให้ท่านตกหลุมรักธรรมชาติที่สวยงามของอุทยานแห่งชาติแจสเปอร์แล้ว…ท่านยังจะได้ตกหลุมรักคนข้างกายของท่านอีกครั้ง

“อีสต์บอร์น” (EASTBOURNE)

วันนี้เราจะนำท่านไปเยี่ยมชมเมืองริมชายฝั่งทะเลแห่งหนึ่งของประเทศอังกฤษ เมืองที่จะทำให้ท่านรู้ว่า “เมืองผู้ดี…ไม่ได้มีดีแค่น้ำชา” เมืองที่ว่านั้นก็คือ “อีสต์บอร์น” (EASTBOURNE) เดิมทีเป็นเมืองของชาวประมงทั่วไป แต่ต่อมาได้รับการพัฒนาจนกลายเป็นหนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวริมชายฝั่งทะเลที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศอังกฤษ

คนอังกฤษส่วนมากนิยมมาเดินเล่นริมชายฝั่งที่ทอดยาวกว่าสามไมล์ของอีสต์บอร์น (EASTBOURNE) ในช่วงวันหยุดทิวทัศน์ระหว่างทางเป็นบ้านเรือนสีขาว หรือสีพาสเทล ดูหรู และคลาสสิคให้บรรยากาศสมกับเป็นสถานที่ท่องเที่ยวของเมืองผู้ดี ชายหาดถูกแต่งแต้มด้วยเก้าอี้สีสันสดใสสำหรับนอนพักผ่อนรับแสงแดด โดยเฉพาะ MARINE PARADE BEACHES ที่จะมีผู้คนหลั่งใหลไปว่ายน้ำกันอย่างคึกคักในวันที่อากาศดี ทั้งยังมีสนามกอล์ฟ และสนามเทนนิสไว้ให้บริการ หรือแม้แต่ด้านความบันเทิงอย่างหอศิลป์ และโรงละคร

เมื่อท่านมีโอกาสได้มาเยือนเมืองอีสต์บอร์น สิ่งที่ห้ามพลาดเด็ดขาดคือ BEACHY HEAD หน้าผาหินชอล์คสีขาวเจ้าของความสูงกว่า 530 ฟุต ซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมมากที่สุดในการไปชมความงดงามที่แสนลงตัวของตึกรามบ้านช่องที่ถูกโอบล้อมด้วยทะเลสีคราม สำหรับท่านที่มาท่องเที่ยวเป็นครอบครัว ก็ต้องไม่พลาดพาเด็กๆไปเยี่ยมชม SHEEP CENTER ฟาร์มแกะที่ห่างจาก BEACHY HEAD เพียงไม่กี่กิโล เพราะนอกจากที่เด็กๆ จะได้มีโอกาสสัมผัสกับแกะสายพันธ์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกแล้ว ยังสามารถเรียนรู้ และลองให้นมลูกแกะได้เองอีกด้วย นับว่าเป็นการเปิดประสบการณ์ต่างแดนที่ได้ความรู้ความสนุกสนานไปในทีเดียวกัน

ต่อกันด้วย Carpet Gardens สถานที่อีกแห่งที่ต้องใส่ไว้ในบัคเก็ตลิสต์ เพราะสวนแห่งนี้ได้รับรางวัลต่างๆ มากมายจากทั่วโลก มีดอกไม้ และพืชพันธุ์จากทั่วสารทิศทุกมุมโลก สีสันสวยงามละลานตา แข่งกันชูช่ออวดโฉมให้ผู้มาเยือนได้ชมเชยอย่างไม่ยอมแพ้กัน จนท่านอาจจะต้องเหนื่อยกับการถ่ายรูปกันเลยทีเดียว เพราะไม่ว่ามุมไหนก็สวยงามจนอยากถ่ายเก็บไว้เป็นที่ระลึกไปซะทุกมุม แต่ถ้าท่านยังไม่หน่ำใจล่ะก็ เราจะพาท่านไปต่อกันที่สวน HELEN สไตล์อิตาลีแสนสวยที่ซ่อนตัวอยู่ใน HOLYWELL เป็นสวนเก่าแก่น่ารักอบอุ่น เพียงก้าวแรกที่ไปถึง ก็สัมผัสได้ถึงความโรแมนติกเหมือนอยู่ในฉากหนังรักยังไงยังงั้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคุณพ่อคุณแม่ที่อยากไปเติมความหวานให้กัน และกันสักหน่อย เรียกได้ว่าเที่ยวเมืองอีสต์บอร์น (EASTBOURNE) เมืองเดียว…ก็สนุกครบครอบครัว

หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS)

“LET IT GO , LET IT GO ! CAN’T HOLD IT BACK ANYMORE…” เนื้อพลงประกอบภาพยนต์ FROZEN ที่คงคุ้นหูทุกท่านเป็นอย่างดี และก็เชื่อว่าลูกๆหลานๆของท่านคงจะตกหลุมรักเจ้าหญิงเอลซ่ากันอย่างถอนตัวไม่ขึ้น วันนี้เราจะนำท่าน และครอบครัวไปเยี่ยมชมหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) สถานที่ต้นแบบแห่งอาณาจักรของเจ้าหญิงน้ำแข็งเอลซ่า หากท่านคิดว่าภาพกราฟฟิคในภาพยนตร์ FROZEN สวยงามตระการตามากแล้วล่ะก็ เราต้องขอบอกว่าสถานจริงสวยมากกว่านั้นเป็นร้อยเท่า

หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) ตั้งอยู่ที่เมือง NORDLAND ประเทศนอร์เวย์ เป็นหมู่บ้านของชาวประมงที่ผู้คนส่วนใหญ่ยังคงพึ่งพาการหาปลาในช่วงฤดูหนาว และทำปลาตากแห้งส่งออกที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก เอกลักษณ์ที่สำคัญของหมู่เกาะแห่งนี้ก็คือ กระท่อมสีแดงแบบดั้งเดิม (RORBUER) ของชาวประมง ที่กลายเป็นสีสันริมชายฝั่ง ที่ไม่ว่าใครได้มาเยือนก็ต้องถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกไปซะทุกราย

แน่นอนว่าหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) เป็นหนึ่งในสถานที่สำหรับการดูแสงเหนือที่โรแมนติกที่สุดแห่งหนึ่งของนอร์เวย์ เนื่องจากความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติที่ถูกเสกสร้างมาอย่างพิถีพิถัน มีผืนน้ำสีฟ้าคราม ท้องฟ้าสีใส ภูเขาสูงตระหง่าน แทรกแซมด้วยบ้านชาวประมงทรงสวยแปลกตา นับว่าเป็นเมืองสวยท่ามกลางธรรมชาติที่ดูคล้ายเมืองในจินตนาการมากกว่าความจริง

ในช่วงฤดูหนาวของทุกปี หมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) จะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ดูหนาวเย็นจับใจแต่สวยสง่ามีมนต์ขลัง เสมือนกับท่านได้เข้าไปอยู่ในเมืองน้ำแข็งของเจ้าหญิงเอลซ่าเลยทีเดียว แต่ทว่าหมู่เกาะโลโฟเทน (LOFOTEN ISLANDS) พิเศษยิ่งกว่า FROZEN เพราะบรรยากาศจริงท่ามกลางหิมะที่แสนเยือกเย็นน่าเกรงขาม แต่ถูกแต่งแต้มด้วยสีสันมากมายหลากโทนหลายสีจากแสงไฟต่างๆ ที่ตัดกับท้องฟ้าสลัวยามค่ำคืน ส่องสะท้อนเงาในน้ำสีคราม ตกกระทบกับกำแพงกระท่อมสีแดงเพลิง ดูเพลิดเพลินคล้ายกับเมืองทั้งเมืองกำลังมีงานเลี้ยงใหญ่ ที่ไม่มีทีท่าจะเลิกราง่ายๆ ช่างเป็นเมืองที่หนาวกายแต่อบอุ่นหัวใจจริงๆ

นอกจากนั้นแล้ว ท่านต้องไม่พลาด EGGUM ป้อมปราการเก่าแก่ขนาดใหญ่ ที่มีทิวทัศน์สวยงามจับใจ เป็นแหล่งร่องรอยทางประวัติศาสตร์ที่ถูกโอบล้อมด้วยท้องฟ้า ทะเล และเทือกเขาสูงใหญ่ หมู่เกาะแห่งนี้ยังมีกิจกรรมมากมายไว้ให้ท่านได้ร่วมผจญภัย ไม่ว่าจะเป็นการเดินป่า, ตกปลา, พายเรือคายัค หรือแม้กระทั่งดำน้ำ ที่ท่านสามารถเลือกได้ตามอัธยาศัย ปิดท้ายด้วยอาหารทะเลสดๆ สไตล์พื้นเมืองกับไวน์ดีๆ สักแก้ว รับรองว่าทริปนี้ท่านจะอิ่มท้อง อิ่มตา และอิ่มใจกันทั่วหน้าอย่างแน่นอน

มงต์ แซงต์มิเชล

“มงต์ แซงต์มิเชล” (MONT SAINT MICHEL) เป็นวิหารที่ตั้งอยู่บนเกาะโดดเดี่ยวกลางทะเลชายฝั่งตะวันตกของประเทศฝรั่งเศส หนึ่งในสถาปัตยกรรมสมัยโบราณที่มีภูมิทัศน์น่าทึ่งที่สุดในยุโรป จนได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกทางวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ และสถาปัตยกรรม โดยองค์การยูเนสโกในปีค.ศ.1979 ความเก่าแก่ที่ทรงเสน่ห์ และร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ยุคกลางที่ฝั่งแน่นอยู่ทุกซอกหิน ทำให้นักเดินทางทั่วโลกมากกว่าสามล้านคนต่อปี เดินทางมาสัมผัสวิหารแห่งนี้ด้วยตนเอง

ในอดีตหากท่านต้องการเดินทางมาชื่นชมความอัศจรรย์ของมงต์ แซงต์มิเชล (MONT SAINT MICHEL) แล้วล่ะก็ ท่านจะต้องขับรถผ่านถนนที่สามารถเดินทางได้เฉพาะช่วงน้ำลงเท่านั้น แต่ในปัจจุบันมีสะพานที่เชื่อมต่อกับแผ่นดิน พร้อมบริการรถรับส่งจากฝั่งถึงบริเวณเกาะ อย่างไรก็ตามนักท่องเที่ยวจำนวนมากนิยมเดินเท้าบนสะพานจากฝั่งไปถึงเกาะเสียมากกว่า เพื่อจะได้เพลิดเพลินไปกับบรรยากาศของน้ำทะเล และท้องฟ้าสีครามอย่างใกล้ชิด โดยมีวิหารอันศักดิ์สิทธิ์เป็นจุดหมายอยู่ตรงหน้า เดินไปพลาง ชื่นชมความสวยงามไปพลาง ให้ความรู้สึกราวกับว่ากำลังเดินทางเข้าไปในโลกแห่งเทพนิยาย ที่มีปราสาทอันใหญ่โตของเจ้าหญิงแสนสวยตั้งสง่าอยู่

เมื่อท่านมาถึงบริเวณเกาะ ก็จะสัมผัสได้ถึงความอลังการของสิ่งก่อสร้างยุคกลาง ที่มีความสวยสมบูรณ์แบบราวกับสวรรค์เสก รอบๆเกาะมีป้อมกำแพงขนาดยักษ์ ที่อดีตใช้สำหรับป้องกันการรุกรานจากศัตรู ภายในมีบันไดเป็นทางเดินเพื่อขึ้นไปยังชั้นบน โดยระหว่างทางท่านจะผ่านร้านรวงต่างๆ ที่ได้รับการอนุรักษ์ให้คงสภาพสถาปัตยกรรมยุโรปยุคกลางสุดคลาสสิกเอาไว้

ด้านบนเป็นวิหารหินแกรนิต ที่ตั้งตระหง่านอยู่บนยอดเขา ชูยอดแหลมสูงเสียดฟ้า อันเป็นเอกลักษณ์ของมงต์ แซงต์มิเชล (MONT SAINT MICHEL) ที่เป็นที่จดจำของผู้คนทั่วโลก มีรูปปั้นทองอันศักดิ์สิทธิ์ของนักบุญมีคาเอล (Michael) ตั้งสง่าอยู่บนยอดวิหาร คอยปกป้องคุ้มครองเกาะแห่งนี้ให้พ้นภัย ท่านยังสามารถรื่นรมย์ไปกับวิวเบื้องล่างที่สวยงามของทะเลสีฟ้าครามได้อย่างไม่มีเบื่อ

อีกสิ่งที่ห้ามพลาดคือไข่เจียวของโรงแรม La Mere Poulard ของกินขึ้นชื่อแห่งมงต์แซงต์มิเชล (MONT SAINT MICHEL) ที่หากใครอยากลิ้มลอง ต้องสั่งจองล่วงหน้าเท่านั่น เพราะนี้เป็นไข่เจียวฉบับพิเศษของมงต์แซงต์มิเชล ที่เพียงกัดแรก ความหอมอร่อยก็เคล้าไปทั่วปาก รสชาติของไข่เจียวหอมนุ่มละมุ่นลิ้นเป็นที่สุด รับรองได้ว่าท่านไม่เคยได้ลิ้มรสที่ไหนมาก่อนแน่นอน นับว่าเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีพร้อมทั้งอาหารตาชั้นดี และอาหารปากรสเลิศ

ถึงตอนนี้…ทุกท่านพร้อมหรือยังที่จะมาเปิดประสบการณ์ใหม่ไปกับ มงต์ แซงต์มิเชล(MONT SAINT MICHEL)

บ้านโคล้ด โมเนต์

หากท่านเป็นผู้ที่นิยมชมชอบในศิลปะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งศิลปะอิมเพรสชันนิสม์ (Impressionism) ซึ่งเป็นภาพที่ถูกรังสรรค์จากความประทับใจของศิลปิน เชื่อว่าท่านต้องเคยได้ยินชื่อเสียงของ Claude Monet หรือโคล้ด โมเนต์ จิตรกรชาวฝรั่งเศสคนสำคัญของโลกอย่างแน่นอน โมเนต์เป็นจิตกรที่เรียกได้ว่าทั้งหลงรัก และหลงใหลในความสวยงามของธรรมชาติ สังเกตได้ว่าภาพวาดของเขาเกือบทั้งหมดจะมีความเกี่ยวพันกับดอกไม้ ใบหญ้า ป่าเขา ลำธาร และท้องฟ้า ในปี 1883 เมื่อโมเนต์เริ่มมีชื่อเสียงเงินทอง เขาได้เลือกหมู่บ้านเล็กๆ ที่ถูกโอบล้อมไปด้วยธรรมชาติที่สวยงามอย่าง GIVERNY เพื่อปลูกบ้าน และใช้ชีวิตรังสรรค์งานศิลปะท่ามกลางธรรมชาติอย่างที่เขาฝันใฝ่ จวบจบวาระสุดท้ายของชีวิต

โมเนต์ได้สร้างสวนขึ้นในบริเวณบ้านด้วยความรัก และจินตนาการ ทำให้สวนของเขามีความสวยงามที่แสนอบอุ่น มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร สวนแห่งนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ “สวนดอกไม้” ที่มีดอกไม้นานาพันธุ์เบ่งบานอวดสีสัน แข่งกันชูช่อคอยต้อนรับ และให้ความรื่นรมย์แก่ผู้มาเยือน และ“สวนบึง” ที่มีสะพานสไตล์ญี่ปุ่น และบึงบัวที่ถูกโอบกอดด้วยต้นต้นไม้หลากหลายชนิดที่เปลี่ยนสีสันไปตามฤดูกาล ทำให้ภาพของโมเนต์ที่วาดจากบริเวณเดียวกัน ให้อารมณ์และความรู้สึกที่แตกต่างกันออกไปตามช่วงเวลา ถือว่าสวนที่ทรงเสน่ห์ทั้ง 2 แห่งนี้เป็นแรงบันดาลใจสำคัญในการขีดเขียนพู่กันของเขา

เมื่อเดินผ่านเข้าไปในบ้านทรงแปลกที่มีความยาวถึง 40 เมตร แต่กว้างเพียง 5 เมตร ท่านก็จะพบกับภาพของศิลปินญี่ปุ่นตกแต่งอยู่ตามบริเวณต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นห้องรับแขก ตามทางเดิน หรือแม้แต่ห้องรับประทานอาหาร ซึ่งแสดงให้เห็นว่าโมเนต์มีความสนใจในศิลปะญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก เมื่อมองไปรอบๆ ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าภายในตัวบ้าน มีหน้าต่างบานใหญ่อยู่จำนวนมาก ทั้งนี้เหตุผลที่สำคัญไม่ใช่เหตุผลทางวิศวกรรม แต่เพื่อให้โมเนต์สามารถชื่นชม และซึมซับความสวยงามของธรรมชาติในสวนได้จากทุกมุมของบ้าน

นอกจากนั้นท่านก็ไม่ควรพลาดที่จะเดินเล่นรอบๆ หมู่บ้าน GIVERNY เพื่อจะได้เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าทำไมจิตกรระดับโลกอย่างโมเนต์ ถึงเลือกมาใช้ชีวิตจนถึงลมหายใจสุดท้ายที่หมู่บ้านเล็กๆ ที่ห่างไกลแห่งนี้ ท่านจะได้สัมผัสกับความสวยงามของ ทุ่งหญ้า ดอกไม้ อากาศที่แสนบริสุทธิ์ และประกายความงามของธรรมชาติ คนรุ่นหลังอย่างเราๆ ท่านๆ ต้องรู้สึกขอบคุณมูลนิธิบ้าน และสวนของโมเนต์ ที่ดูแลรักษาตำราเรียนศิลปะที่มีชีวิตแห่งนี้ ให้เราได้มีโอกาสมาตามรอยความอัศจรรย์ของฝีแปรงอันทรงเสน่ห์ที่โมเนต์ฝากไว้ให้โลกจารึก

เกาะอีสเตอร์ อุทยานแห่งชาติราปานุย

หลายๆท่านคงเคยมีความรู้สึกอยากไปเที่ยวไหนไกลๆสักแห่ง แต่ไม่รู้จะไปที่ไหนดี? ทว่ามีสถานที่แห่งหนึ่งตั้งอยู่ใจกลางมหาสมุทรที่เร้นลับ อยู่บนเกาะเล็กๆที่ไม่มีเกาะเพื่อนบ้านใกล้เคียง เป็นหนึ่งในสถานที่ที่ขึ้นชื่อว่าไกลที่สุดในโลก… แต่เพราะปริศนาเร้นลับที่ยังไม่มีผู้ใดหาคำตอบได้แน่ชัด ทำให้สถานที่แห่งนี้กลายเป็นจุดหมายที่ใฝ่ฝันของนักเดินทางผู้หลงใหลในความแปลกใหม่และท้าทาย สถานที่แห่งนี้คือ “อุทยานแห่งชาติราปานุย” (Rapa Nui National Park) ซึ่งตั้งอยู่บนเกาะอีสเตอร์ (Easter Island) ณ ใจกลางมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ อยู่ภายใต้การปกครองของประเทศชิลี แต่ก็ห่างไกลจากแผ่นดินประเทศชิลีถึง 3,700 กิโลเมตร และเกาะที่อยู่ใกล้ที่สุดก็ห่างออกไปถึง 2,000 กิโลเมตร

ย้อนไปในวันอีสเตอร์ของปี ค.ศ.1722 นักเดินเรือชาวดัตช์ชื่อจาค็อบ ร็อกเกวีน (Jacob Roggeveen) ได้เดินทางมาค้นพบเกาะแห่งนี้ และตั้งชื่อว่า “เกาะอีสเตอร์” (Easter Island) ตรงกับวันที่เขาค้นพบ เขาได้พบเจอชาวพื้นเมืองจำนวนนึงที่ไม่เคยรู้จักกับโลกภายนอกมาก่อน ไม่มีเรือหรือพาหนะที่ใช้ในการเดินทางล่องทะเล เป็นเกาะที่ไม่มีแม้แต่ต้นไม้หรือสัตว์ป่าใดๆ แต่กลับมีปริศนาที่น่าอัศจรรย์ใจที่สุดว่าเกาะแห่งนี้มีหินแกะสลักขนาดยักษ์ตั้งเรียงรายอยู่เต็มชายฝั่งได้อย่างไร ทั้งที่เกาะนี้ไม่มีแม้แต่ท่อนซุงหรือเถาวัลย์ที่จะใช้ในการเคลื่อนย้ายหินขนาดมหึมาเหล่านี้ได้ และความอัศจรรย์นี้ก็ส่งผลให้เกาะอีสเตอร์ได้รับการประกาศให้เป็นมรดกโลกในปี 1995 และอยู่ในความดูแลของอุทยานแห่งชาติราปานุย

ปริศนาทางประวัตศาสตร์ที่ยังคงเป็นความลับของเกาะแห่งนี้นี้เองที่เป็นเสมือนเวทมนต์ดึงดูดให้นักเดินทางตัวจริงจากทั่วทุกมุมโลกข้ามน้ำข้ามทะเลอันไกลโพ้นมาสัมผัสความมหัศจรรย์นี้ด้วยตัวเอง การได้พิชิตเกาะที่โดดเดี่ยวและลี้ลับแห่งนี้คือรางวัลที่สมเกียรติของนักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่ทุกคน เพราะท่านจะได้ตื่นตาตื่นใจกับหินแกะสลักขนาดใหญ่มากมาย ที่บางชิ้นมีอายุเก่าแก่ถึง 1,600 กว่าปี

โดยเฉพาะหินที่มีรูปร่างคล้ายมนุษย์ที่มีศรีษะขนาดใหญ่ หรือที่เรียกว่า “โมอาย” (Moai) ซึ่งมีมากกว่า 600 ตัวทั่วเกาะ โดยบางตัวมีน้ำหนักถึง 80 ตัน ตั้งตระหง่านเรียงรายเสมือนเป็นองครักษ์คอยพิทักษ์เกาะแห่งนี้ให้รอดพ้นจากศัตรูผู้รุกราน มีเพียงผู้พิชิตเท่านั้นที่จะได้สัมผัสถึงร่องรอยทางอารยะธรรมที่น่าฉงนของโมอายไปพร้อมๆ กับชื่นชมความสวยงามอันน่าเกรงขามของน้ำทะเลสีฟ้าครามแห่งมหาสมุทรแปซิฟิกที่กว้างใหญ่

มองออกไปทางทิศไหนก็เห็นแต่ผืนน้ำสุดลูกหูลูกตา ได้ยินเสียงคลื่นกระทบฝั่งเป็นระรอกไม่ขาดสาย ยิ่งชวนให้คิดว่าผู้คนเริ่มต้นอพยพมาอยู่บนเกาะที่โดดเดี่ยวท่ามกลางมหาสมุทรแห่งนี้ได้อย่างไร? โมอายถูกสร้างขึ้นโดยใครและเพื่อจุดประสงค์อะไร? จารึกแห่งประวัติศาสตร์ที่ถูกฝังแน่นอยู่บนหินแกะสลักโมอายยังคงเป็นปริศนาลี้ลับที่รอคอยให้ท่านมาหาคำตอบให้ด้วยตัวเอง

เมืองวิสเลอร์ (WHISTLER)

จะมีสักกี่สถานที่ในโลกที่มีความสวยงาม และโดดเด่นจนสามารถจัดกีฬาโอลิมปิกได้…หนึ่งในนั้นคือ “วิสเลอร์” (WHISTLER) เมืองแห่งสกีรีสอร์ท ในเมือง BRITISH COLUMBIA ประเทศแคนาดา ที่มีผู้คนอาศัยอยู่อย่างถาวรเพียง 9,965 คน แต่ในแต่ละปีกลับมีผู้คนหลั่งใหลมาเยือนมากมายถึงสองล้านคน

เมืองวิสเลอร์ (WHISTLER) เริ่มเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกในปี 2010 จากการที่เมืองแห่งนี้ได้ถูกใช้เป็นสถานที่แข่งขันกีฬาโอลิมปิค และกีฬาคนพิการฤดูหนาว หลังจากนั้นสถานที่แห่งนี้ก็กลายเป็นเป้าหมายปลายทางสำหรับผู้หลงใหลในกีฬาสกีจากทั่วทุกมุมโลก

WHISTLER VILLAGE หมู่บ้านในฝันที่มีสองภูเขาใหญ่อย่าง WHISTLER MOUNTAIN (2,182 เมตร) และ BLACKCOMB MOUNTAIN (2,284เมตร) ตั้งสูงตระหง่านเป็นฉากหลัง ความลงตัวระหว่างภูเขาสูงอันเป็นผลงานชิ้นโบแดงจากธรรมชาติ และสิ่งก่อสร้างทรงสวยจากฝีมือมนุษย์ ทำให้หมู่บ้านแห่งนี้สวยงามราวกับเป็นหมู่บ้านในความฝัน นอกจากภูมิทัศน์ที่โดดเด่นแล้ว หมู่บ้านแห่งนี้ก็มีความสะดวกสบายเป็นอย่างมาก มีห้องพักให้เลือกตั้งแต่ห้องพักขนาดเล็กไปจนถึงโรงแรมหรูที่มีห้องพักเห็นวิวของภูเขาทั้งสองลูกได้อย่างชัดเจนราวกับเอื้อมมือถึง มีร้านอาหารรสเลิศมากมาย ร้านไวน์ชั้นเยี่ยม หรือแม้แต่ร้านแกแฟ และเบเกอรี่ก็มีไว้พร้อมบริการ

ที่สำคัญที่สุด คือ ลานสกี และเส้นทางจักรยานที่ห่างจากตัวหมู่บ้างเพียงอึดใจ ราวกับว่าแค่เปิดประตู และก้าวออกไป ท่านก็จะหลุดเข้าไปในโลกอีกใบหนึ่งเลยทีเดียว ในช่วงฤดูหนาวภูเขาสูงชันจะถูกปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาวโพลน ตัดกับสีฟ้าครามของท้องฟ้าอย่างงดงาม เป็นเสน่ห์ดึงดูดให้ผู้คนที่หลงใหลในกีฬาสกีจากทั่วโลกมาเยือน เพื่อแต่งแต้มสีสันให้กับเทือกเขาสีขาวได้มีชีวิตชีวา

ในช่วงฤดูร้อนนอกจากสกีบนยอดเขาแล้ว ท่านยังสามารถสนุกสนานไปกับการปีนเขาหรือขี่จักรยานไต่ภูเขาเพื่อพิชิต BLACKCOMB MOUNTAIN ได้อีกด้วย ตลอดสองข้างทางเป็นป่าไม้ที่อุดมสมบูรณ์ มีเส้นทางขึ้นลงที่โลดโพน เป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ที่ชื่นชอบความท้าทายเป็นอย่างดี แล้วอย่าลืมแวะไปที่ WHISTLER MUSEUM สถานที่ที่รวบรวมความเป็นมาของเมือง WHISTLER ไว้ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รวมถึง SQUAMISH-L’ILWAT CULTURE CENTRE พิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมวัฒนธรรม

สิ่งแกะสลักถักทอ และเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ของคนพื้นถิ่นไว้อย่างครบถ้วน ปิดท้ายด้วยการถ่ายรูปคู่กับสัญลักษณ์ห้าห่วงของกีฬาโอลิมปิกที่ WHISTLER OLYMPIC PARK ที่ถูกสร้างขึ้นเมื่อครั้งจัดโอลิมปิกฤดูหนาวในปี 2010 เพื่อเป็นหลักฐานว่าท่านได้มาพิชิตเมือง WHISTLER แล้วจริงๆ

เมืองรอนด้า RONDA

ถ้าพูดถึงประเทศสเปน(SPAIN) ทุกท่านคงนึกถึงการสู้วัวกระทิง รูปแบบศิลปะการต่อสู้ที่ชาวสเปนภูมิใจ และสืบทอดต่อกันมาอย่างยาวนาน วันนี้เราจะนำท่านไปเยี่ยมชมเมืองเล็กๆ ที่เรียกว่าเป็นจุดกำเนิดแห่งการสู้วัวกระทิงยุคใหม่ ย้อนกลับไปในช่วงศตวรรษที่ 18 FRANCISCO ROMERO และ PEDRO ROMERO MARTINEZ นักสู้วัวชาวรอนดา (RONDA) ได้เป็นผู้เปลี่ยนแปลงการสู้วัวจากบนหลังม้า มาเป็นยืนสู้วัวกระทิงอยู่บนพื้นดิน พวกเขายังเป็นผู้ริเริ่มการใช้เสื้อคลุมสีแดงมาล่อวัว และนั่นก็ถือเป็นธรรมเนียมปฏิบัติสืบต่อมา

เมืองรอนด้า RONDA เป็นเมืองขนาดเล็กตั้งอยู่ในแคว้นอันดาลูเซีย (ANDALUCIA) ที่มีผู้คนอาศัยอยู่ทั้งหมดราวๆ 36,000 คนเท่านั้น แต่ท่านเชื่อหรือไม่ว่า เมืองเล็กๆ แห่งนี้เต็มเปี่ยมไปด้วยความน่าตื่นเต้น และประวัติศาสตร์อันยาวนาน เอกลักษณ์ของเมืองที่เป็นที่กล่าวขานกันไปทั่วโลก คือ บ้านเรือนทรงแปลกที่ตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชันที่มีความสูงถึง 750 เมตรเหนือระดับน้ำทะเล

โดยมีเหตุผลเพื่อป้องกันการรุกรานจากศัตรูผู้ประสงค์ร้ายในอดีต ท่านจะเห็นว่าบ้านเรือนหลายหลังถูกสร้างไว้ชิดขอบผามาก บางหลังสร้างขยับออกมาเล็กน้อย ให้พอมีพื้นที่วางเก้าอี้นอนดูวิวที่สวยงามของเมือง สำหรับเราๆท่านๆแล้ว คงจะเป็นอะไรที่หวาดเสียวน่าดูแต่สำหรับชาวเมืองที่นั้น นี้คือวิถีชีวิตที่เขาแสนภูมิใจ

ข้อดีของการเยี่ยมชมเมืองรอนด้า คือท่านสามารถเดินชมเมืองได้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องใช้รถในการเดินทาง ซึ่งทำให้ได้อรรธรสมากกว่าเป็นไหนไหน ไฮไลท์ที่สำคัญของเมืองคือ สะพาน PUENTE NOUVO (NEW BRIDGE) หรือแปลเป็นไทยว่าสะพานใหม่ ซึ่งมีหน้าที่เชื่อมเมืองทั้งเมืองไว้ด้วยกัน

ที่มาของชื่อสะพานนั่นเกิดจากว่า สะพานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้น แต่ยังไม่ทันได้เปิดใช้งานอย่างเป็นทางการก็เกิดพังลงซะก่อน ทำให้ต้องมีการสร้างขึ้นมาใหม่นั่นเอง สะพานแห่งนี้สร้างขึ้น ณ บริเวณที่แคบและลึกที่สุดของเมือง ทำให้เบื้องล่างของสะพานมีภูมิทัศน์ที่สวยงามแปลกตามาก มีธารน้ำตกใสที่ผาดผ่านตัวเมือง ฉากหลังเป็นโขดหินของผาสูงชัน ที่ถูกแทรกแซมด้วยสีเขียวชอุ่มของพืชไม้ขนาดเล็ก เป็นมุมที่ท่านต้องไม่พลาดถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกโดยเด็ดขาด

และในบริเวณใกล้ๆ กับสะพานใหม่ก็มีสนามสู้วัวกระทิงที่ขึ้นชื่อว่าสวยงามที่สุดในสเปนเลยทีเดียว เพราะคนพื้นเมืองได้ใช้หินในการทำฐาน และเสาลูกกรงทั้งหมดของสนาม การมาเยือนเมืองในตำนานการสู้วัวกระทิงแห่งนี้ จะทำให้ทริปสเปนของท่านสมบูรณ์แบบกว่าใคร